การฉ้อฉลในคำพิพากษาศาลต่างประเทศ

 

 

อานนท์ ศรีบุญโรจน์*

 

 

บทคัดย่อ

 

                เป็นสิ่งที่ถือปฏิบัติกันโดยทั่วไปของประเทศที่มีระบบการรับรองและบังคับตามคำพิพากษาศาลต่างประเทศว่า การฉ้อฉลในคำพิพากษาศาลต่างประเทศนั้นเป็นเหตุแห่งการปฏิเสธการยอมรับและบังคับตามคำพิพากษาศาลต่างประเทศประการหนึ่งที่มีความสำคัญ อย่างไรก็ดี
แม้ในหลายประเทศจะได้ให้การยอมรับหลักเกณฑ์ในเรื่องดังกล่าวแล้วก็ตาม แต่การพิจารณาขอบเขตในทางเนื้อหา ตลอดจนหลักเกณฑ์ในการกล่าวอ้างการฉ้อฉลในคำพิพากษาศาลต่างประเทศในฐานะเหตุแห่งการปฏิเสธการยอมรับผลของคำพิพากษาศาลต่างประเทศนั้นก็ยังคงมีความแตกต่างกัน โดยศาลภายในได้เข้ามามีบทบาทที่สำคัญต่อการพัฒนาหลักกฎหมายในเรื่องนี้ ด้วยการเป็นผู้วางหลักเกณฑ์ วิธีการ ตลอดจนขอบเขตในการกล่าวอ้างการฉ้อฉลในคำพิพากษาศาลต่างประเทศให้มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น

 

Abstract

 

            Fraud in foreign judgments is an important reason to deprive the recognition and enforcement of foreign judgments in the countries implementing the recognition and enforcement of foreign judgments system. However, limitation and criterion of pleadings on basis of fraud in foreign judgment vary in each country. By case law, the domestic court plays significant role in developing criterion, method and restrict the extent of pleadings.


บทนำ

            เป็นสิ่งที่ถือปฏิบัติกันโดยทั่วไปภายใต้บริบทของเรื่องการรับรองและบังคับตามคำพิพากษาศาลต่างประเทศในคดีแพ่งและพาณิชย์ว่า คำพิพากษาของศาลต่างประเทศที่ได้มาโดยการฉ้อฉล (fraud) นั้น เป็นข้อยกเว้นหรือเหตุแห่งการปฏิเสธการยอมรับผลของคำพิพากษาศาลต่างประเทศที่มีความสำคัญประการหนึ่ง ดังจะเห็นได้จากการที่หลักเกณฑ์ในเรื่องดังกล่าวได้รับการยอมรับจากทั้งในระบบกฎหมายภายใน (ทั้งที่เป็นกฎหมายลายลักอักษรและที่ไม่เป็นกฎหมายลายลักอักษร) ของประเทศต่าง ๆ ที่ได้ให้การยอมรับผลของคำพิพากษาศาลต่างประเทศ[๑] และในระบบของอนุสัญญาระหว่างประเทศที่เกี่ยวด้วยการรับรองและบังคับตามคำพิพากษาศาลต่างประเทศ[๒]

            แต่อย่างไรก็ดีแม้ในหลายประเทศจะได้ให้การยอมรับหลักเกณฑ์ในเรื่องดังกล่าวแล้วก็ตาม หากแต่การพิจารณาถึงขอบเขตในทางเนื้อหาของการฉ้อฉลในคำพิพากษาศาลต่างประเทศ และหลักเกณฑ์ในการกล่าวอ้างเรื่อง “คำพิพากษาศาลต่างประเทศได้มาโดยการฉ้อฉล” ในฐานะที่เป็นเหตุแห่งการปฏิเสธการยอมรับและบังคับตามคำพิพากษาศาลต่างประเทศของคู่กรณีนั้นก็ยังคงมีความแตกต่างกัน โดยเฉพาะกลุ่มประเทศที่ได้รับอิทธิพลจากระบบกฎหมายคอมมอนลอว์และซีวิลลอว์ หรือแม้แต่ในระหว่างกลุ่มประเทศที่ได้รับอิทธิพลจากระบบกฎหมายซีวิลลอว์และคอมมอนลอว์ด้วยกันเองก็ยังคงมีทัศนะตลอดจนทางปฏิบัติในประเด็นปัญหาดังกล่าวที่ไม่สอดคล้องกัน

            สำหรับในบทความนี้ผู้เขียนจะได้จำกัดขอบเขตการศึกษาไว้แต่เฉพาะการฉ้อฉลในคำพิพากษาศาลต่างประเทศในคดีแพ่งและพาณิชย์เท่านั้น หาได้ก้าวล่วงไปถึงคำพิพากษาศาลต่างประเทศในคดีอาญา และคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการต่างประเทศด้วยไม่ โดยได้แบ่งการศึกษาออกเป็น 5 ส่วน ประกอบด้วยส่วนที่ 1 บทนำ, ส่วนที่ 2 ความหมายของการฉ้อฉลในคำพิพากษาศาลต่างประเทศ, ส่วนที่ 3 ประเภท/ลักษณะของการฉ้อฉลในคำพิพากษาศาลต่างประเทศ, ส่วนที่ 4 การกล่าวอ้างการฉ้อฉลในคำพิพากษาศาลต่างประเทศในฐานะที่เป็นเหตุแห่งการปฏิเสธการยอมรับและบังคับตามคำพิพากษาศาลต่างประเทศตลอดจนผลของการฉ้อฉลในคำพิพากษาศาลต่างประเทศ และส่วนที่ 5 บทสรุป ดังที่จะได้พิจารณาเป็นลำดับๆ ต่อไปนี้

๑.   ความหมายของการฉ้อฉลในคำพิพากษาศาลต่างประเทศ

            ในเบื้องต้นก่อนที่จะได้พิจารณาถึงประเด็นปัญหาที่เกี่ยวด้วย “การฉ้อฉลในคำพิพากษาศาลต่างประเทศ” นั้น จำเป็นที่จะต้องทำความเข้าใจความหมายของคำว่า “คำพิพากษาของศาลต่างประเทศ” หรือ “foreign judgment” และคำว่า “การฉ้อฉล” หรือ “fraud” ไว้เสียก่อน

            คำพิพากษาศาลต่างประเทศ หมายถึง การที่องค์กรในทางตุลาการ (ศาล) ของประเทศใดประเทศหนึ่งที่มิใช่ประเทศซึ่งจะมีการยอมรับ และ/หรือบังคับตามคำพิพากษา (addressing court) ได้ใช้อำนาจอธิปไตยในทางตุลาการวินิจฉัยในประเด็นแห่งคดีซึ่งคู่ความได้เสนอต่อศาลแห่งประเทศที่ได้ทำคำวินิจฉัยนั้น (rendering court) โดยไม่คำนึงว่าคำวินิจฉัยนั้นจะเรียกชื่อว่าอย่างไร ซึ่งถือได้ว่าเป็นการกระทำของรัฐในลักษณะหนึ่ง (judicial act of state)[๓] ตามนัยนี้คำวินิจฉัยของอนุญาโตตุลาการต่างประเทศ ซึ่งมิได้ทำโดยอาศัยอำนาจอธิปไตยในทางตุลาการของรัฐจึงไม่อยู่ในขอบเขตของคำว่า “คำพิพากษาศาลต่างประเทศ” ในความหมายนี้ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง “คำพิพากษาศาลต่างประเทศ” ก็คือ คำพิพากษาศาลของประเทศอื่นที่ไม่ใช่ของประเทศที่จะมีการยอมรับผลของคำพิพากษานั้น

            ส่วนคำว่า “การฉ้อฉล” หรือ “fraud” นั้น หมายถึง การที่บุคคลหนึ่งแสดงข้อความอันเป็นเท็จ หรือบิดเบือนความจริงโดยเจตนาทุจริต ไม่ว่าจะด้วยวาจาหรือการกระทำใดให้หลงผิด โดยปิดบังข้อเท็จจริงที่ควรจะเปิดเผย เพื่อหลอกลวงบุคคลอีกคนหนึ่งให้หลงเชื่อ และบุคคลที่หลงเชื่อนั้นกระทำการหรือไม่กระทำการใดอันเป็นเหตุให้เป็นที่เสื่อมเสียแก่สิทธิของบุคคลนั้น[๔]

            ตามนัยนี้ “การฉ้อฉลในคำพิพากษาศาลต่างประเทศ” จึงหมายถึง การที่บุคคลใดบุคคลหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับกระบวนวิธีพิจารณาคดีในศาลต่างประเทศ (original court) ได้แสดงข้อความอันเป็นเท็จหรือบิดเบือนความจริงโดยมีเจตนาทุจริต ไม่ว่าด้วยวาจาหรือการกระทำใดๆ ให้คู่ความในคดีหรือผู้พิพากษาที่พิจารณาพิพากษาคดีในศาลต่างประเทศนั้นหลงผิด (misrepresentation) ตัวอย่างเช่น ในคดีหย่า การที่คู่ความทั้งสองฝ่ายสมคบกันแจ้งข้อความอันเป็นเท็จเกี่ยวกับภูมิลำเนาของตนว่า มีภูมิลำเนาอยู่ในเขตอำนาจของศาลต่างประเทศ เพื่อให้ศาลต่างประเทศนั้นยอมรับที่จะดำเนินกระบวนวิธีพิจารณาคดีหย่าให้[๕] หรือการที่คู่กรณีหลีกเลี่ยงกฎหมาย (evasion of law) ด้วยการสร้างจุดเกาะเกี่ยวเทียม เช่น การแปลงสัญชาติ การย้ายภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่[๖] ดังนี้เป็นต้น แต่อย่างไรก็ดีในบางประเทศอย่างสหรัฐอเมริกาได้ขยายขอบเขตของการฉ้อฉลไปถึงการฉ้อฉลในมูลแห่งคดี (original cause of action) ด้วย[๗]

            ในขณะที่ตามทัศนะของกลุ่มประเทศในภาคพื้นยุโรปบางประเทศถือว่าคำพิพากษาศาลต่างประเทศที่ได้มาโดยการฉ้อฉลนั้นเป็นประเภทหนึ่ง (subcategory) ของคำพิพากษาศาลต่างประเทศที่มีลักษณะขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน (contrary to public policy) อันเป็นเหตุประการหนึ่งในการปฏิเสธการยอมรับและบังคับตามคำพิพากษาของศาลต่างประเทศ[๘] ในแง่นี้การฉ้อฉลในคำพิพากษาศาลต่างประเทศจึงหมายความรวมถึงการฉ้อฉลที่เกิดจากศาล
(ผู้พิพากษา) ของศาลต่างประเทศด้วย เช่น ผู้พิพากษาลำเอียงเข้าข้างคู่กรณีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หรือผู้พิพากษาที่พิจารณาพิพากษาคดีนั้นมีส่วนได้เสียในผลแห่งคดี เป็นต้น แม้ว่าการฉ้อฉลในลักษณะนี้โดยปกติจะยากแก่การพิสูจน์ แต่หากคู่กรณีสามารถพิสูจน์ได้ก็ย่อมจะทำให้
คำพิพากษาของศาลต่างประเทศไม่ได้รับการยอมรับ และ/หรือบังคับตามให้ และการฉ้อฉลอันเกิดจากศาลที่พิจารณาพิพากษาคดีเช่นว่านี้ยังอาจถือเป็นข้อต่อสู้ในเรื่องคำพิพากษาที่ได้มาโดยขัดต่อหลักความยุติธรรม
(natural justice) ได้ในอีกทางหนึ่งด้วย[๙]

            อนึ่ง พึงตั้งข้อสังเกตว่า คำพิพากษาศาลต่างประเทศที่ได้มาโดยการฉ้อฉลนั้น เป็นคนละเรื่องคนละประเด็นกับคำพิพากษาของศาลต่างประเทศที่ได้มาโดยความสำคัญผิด (misrepresentation) ในข้อกฎหมายหรือข้อเท็จจริงของผู้พิพากษาศาลต่างประเทศที่พิจารณาพิพากษาคดี เนื่องจากการสำคัญผิดในข้อกฎหมายหรือข้อเท็จจริงของผู้พิพากษาศาลต่างประเทศนั้นไม่จำเป็นต้องเกิดจากการฉ้อฉลของคู่ความแห่งคดีเสมอไป แต่การฉ้อฉลของคู่ความแห่งคดีนั้นย่อมก่อให้เกิดความสำคัญผิดในข้อกฎหมายหรือข้อเท็จจริงของผู้พิพากษาศาลต่างประเทศที่พิจารณาพิพากษาคดีเสมอ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งการฉ้อฉลเป็นเงื่อนไขที่ก่อให้เกิดความสำคัญผิด แต่ความสำคัญผิดนั้นอาจมิได้เกิดจากการฉ้อฉลของคู่ความแห่งคดีก็ได้

            ประกอบกับคำพิพากษาศาลต่างประเทศที่ได้มาโดยความสำคัญผิดในข้อกฎหมายหรือข้อเท็จจริงของผู้พิพากษาศาลต่างประเทศที่พิจารณาพิพากษาคดีนั้นมิได้เป็นเหตุแห่งการปฏิเสธการรับรอง และ/หรือบังคับตามคำพิพากษาศาลต่างประเทศเหมือนอย่างกรณีของคำพิพากษาศาลต่างประเทศที่ได้มาโดยการฉ้อฉล เนื่องจากโดยทั่วไปศาลแห่งประเทศที่จะมีการยอมรับและบังคับตามคำพิพากษาของศาลต่างประเทศนั้นจะไม่ก้าวล่วงเข้าไปพิจารณาในเนื้อหาสาระ (merits) ของคำพิพากษาศาลต่างประเทศ โดยถือว่าคำพิพากษาศาลต่างประเทศย่อมจะต้องได้รับการพิจารณาพิพากษาทั้งในส่วนของข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงจากศาลแห่งประเทศที่ทำคำพิพากษาอย่างถี่ถ้วนแล้ว ตามนัยนี้คำพิพากษาศาลต่างประเทศที่ได้มาโดยความสำคัญผิดในข้อกฎหมายหรือข้อเท็จจริงจึงไม่อาจกล่าวอ้างเป็นเหตุแห่งการปฏิเสธการยอมรับ และ/หรือบังคับตามคำพิพากษาศาลต่างประเทศได้เสมอไป

๒.   ประเภท/ลักษณะของการฉ้อฉลในคำพิพากษาศาลต่างประเทศ

            สำหรับประเภทของการฉ้อฉลในคำพิพากษาศาลต่างประเทศนั้นสามารถแบ่งได้ในหลายลักษณะ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่าจะอาศัยหลักเกณฑ์ใดเป็นเกณฑ์ในการพิจารณา ซึ่งอาจแบ่งการพิจารณาได้ดังนี้

            ๒.๑    การฉ้อฉลที่เกิดขึ้นก่อนศาลมีคำพิพากษาและการฉ้อฉลที่เกิดขึ้นภายหลังศาลมีคำพิพากษา[๑๐]

            โดยการฉ้อฉลที่เกิดขึ้นก่อนที่ศาลต่างประเทศจะได้มีคำพิพากษา (dolus preteritus) เป็นกรณีที่คู่ความได้กระทำการใดๆ อันมีลักษณะเป็นการฉ้อฉล เพื่อให้ตนเป็นฝ่ายชนะคดีในศาลต่างประเทศ (original court) ตัวอย่างเช่น การให้สินบนแก่ผู้พิพากษา หรือการที่โจทก์แนะนำจำเลยไม่ให้เข้าต่อสู้คดีโดยมีเจตนาฉ้อฉล หรือนำเสนอพยานหลักฐานที่ตนรู้อยู่ว่าเป็นพยานหลักฐานปลอมหรือจะเบิกความเท็จ เป็นต้น

            ส่วนการฉ้อฉลที่เกิดขึ้นภายหลังที่ศาลต่างประเทศได้มีคำพิพากษา (dolus prafsens) เป็นกรณีที่โดยตัวของคำพิพากษาของศาลต่างประเทศนั้นเองไม่ได้มาโดยการฉ้อฉล หากแต่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาศาลต่างประเทศได้กระทำการฉ้อฉลโดยการอาศัยประโยชน์จากคำพิพากษาศาลต่างประเทศ เช่น คำพิพากษาของศาลต่างประเทศที่ได้มาโดยคู่ความขาดนัด (default judgment) โดยในขณะที่ดำเนินกระบวนพิจารณาคดีโดยขาดนัด โจทก์ได้ให้สัญญาว่าจะไม่บังคับตามคำพิพากษา แต่ต่อมาเมื่อโจทก์ชนะคดีโจทก์กลับเปลี่ยนใจดำเนินการบังคับคดีเอาแก่ทรัพย์สินของจำเลยตามคำพิพากษาดังกล่าว

            ๒.๒   การฉ้อฉลที่เกิดจากผู้พิพากษาศาลต่างประเทศและการฉ้อฉลที่เกิดจากคู่ความ[๑๑]

            สำหรับการฉ้อฉลโดยผู้พิพากษาของศาลต่างประเทศเกิดจากการที่ผู้พิพากษาของศาลต่างประเทศที่ทำคำพิพากษา (rendering court) ได้กระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งอันมีลักษณะเป็นการฉ้อฉล (Price v Dewhurst (1837))[๑๒] เช่น ผู้พิพากษาศาลต่างประเทศได้พิจารณาพิพากษาคดีทั้งๆ ที่รู้อยู่ว่าตนเป็นผู้มีส่วนได้เสียในคดีนั้น หรือการที่ผู้พิพากษาศาลต่างประเทศกระทำการโดยทุจริตด้วยการรับสินบนจากคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ดังนี้ก็ถือได้ว่าคำพิพากษาศาลต่างประเทศได้มาโดยการฉ้อฉลอันเป็นเหตุแห่งการปฏิเสธการยอมรับและบังคับตามคำพิพากษานั้นได้[๑๓]

            ส่วนการฉ้อฉลที่เกิดจากคู่ความ เป็นกรณีที่คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือทั้งสองฝ่ายได้กระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งอันมีลักษณะเป็นการฉ้อฉลต่อคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งหรือต่อผู้พิพากษาศาลต่างประเทศที่พิจารณาพิพากษาคดี เช่น การที่คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งนำเสนอพยานหลักฐานซึ่งตนรู้อยู่แล้วว่าเป็นพยานหลักฐานปลอมหรือจะเบิกความเท็จ เพื่อให้ศาลต่างประเทศหลงผิดพิพากษาให้ตนเป็นฝ่ายชนะคดี หรือคู่กรณีทั้งสองฝ่ายได้ร่วมกันแสดงข้อความอันเป็นเท็จในเรื่องภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่เพื่อให้ศาลรับพิจารณาพิพากษาคดีให้ เป็นต้น

            อนึ่ง มีปัญหาที่น่าพิจารณาว่า การฉ้อฉลที่เกิดจากการกระทำของคู่ความนั้น หากเป็นกรณีที่คู่ความทั้งสองฝ่ายร่วมกันกระทำการฉ้อฉล เช่น สมคบกันสร้างจุดเกาะเกี่ยวเทียมเพื่อให้ศาลมีเขตอำนาจในการพิจารณาพิพากษาคดี ดังนี้คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะกล่าวอ้างเรื่องการฉ้อฉลในคำพิพากษาศาลต่างประเทศเพื่อเป็นเหตุแห่งการปฏิเสธการยอมรับและบังคับตามคำพิพากษานั้นได้หรือไม่

            ต่อประเด็นปัญหาดังกล่าว ผู้เขียนเห็นว่า คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งที่ได้ร่วมกันกระทำการฉ้อฉลจนทำให้ได้มาซึ่งคำพิพากษาไม่อาจยกเหตุที่คำพิพากษาศาลต่างประเทศได้มาโดยการฉ้อฉล เพื่อขอให้ศาลปฏิเสธการรับรองและบังคับตามคำพิพากษาศาลต่างประเทศนั้นได้ เพราะคู่ความฝ่ายที่กล่าวอ้างเหตุดังกล่าวมีส่วนผิดอยู่ด้วยที่ร่วมกันก่อให้เกิดการฉ้อฉลในคำพิพากษาศาลต่างประเทศ (ดูมาตรา 163 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เปรียบเทียบ)[๑๔] อันเป็นไปตามหลักการที่ว่า “บุคคลย่อมจะต้องมาศาลด้วยมือสะอาด”

            ๒.๓   การฉ้อฉลในเหตุแห่งมูลคดีและการฉ้อฉลที่ไม่ใช่เหตุแห่งมูลคดี[๑๕]

            การฉ้อฉลในเหตุแห่งมูลคดี (intrinsic fraud) เป็นการฉ้อฉลที่มีอยู่ในเหตุซึ่งเป็นที่มาแห่งมูลคดี (cause of action) ตัวอย่างเช่น สัญญาซึ่งเป็นมูลแห่งการฟ้องคดีได้เกิดขึ้นโดยการฉ้อฉลของคู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือทั้งสองฝ่าย ซึ่งโดยทั่วไปการฉ้อฉลในรูปแบบนี้ไม่อาจยกเป็นเหตุแห่งการปฏิเสธการรับรองและบังคับตามคำพิพากษาศาลต่างประเทศได้ เพราะหากจะกล่าวกันอย่างเคร่งครัดแล้ว การฉ้อฉลในลักษณะนี้มิได้เกิดจากกระบวนวิธีพิจารณาคดีในศาลต่างประเทศ สำหรับประเทศที่ได้ให้การยอมรับในแนวทางดังกล่าวได้แก่ ประเทศฟิลิปปินส์ โดยศาลของฟิลิปปินส์ได้เคยวินิจฉัยไว้ในคดี Philippine Aluminum Wheels, Inc. vs. FASGI Enterprises, Inc. (2000) ซึ่งในคดีนี้เป็นกรณีที่โจทก์ได้ฟ้องจำเลยที่ศาลมลรัฐแคลิฟอเนียเพื่อเรียกให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายอันเนื่องมาจากการผิดสัญญาของจำเลย ศาลแคลิฟอเนียพิพากษาให้โจทก์ชนะคดี โจทก์จึงนำคำพิพากษาของศาลมลรัฐแคลิฟอเนียมาร้องขอให้ศาลฟิลิปปินส์บังคับคดีตามคำพิพากษาของศาลต่างประเทศ ในคดีนี้ศาลฟิลิปปินส์ได้วินิจฉัยในประเด็นการฉ้อฉลในคำพิพากษาศาลต่างประเทศไว้ว่า “การฉ้อฉลที่ทำให้คำพิพากษาไม่มีผลนั้นต้องเป็นการฉ้อฉลที่มิใช่เหตุแห่งมูลคดี”[๑๖]

            ส่วนการฉ้อฉลที่มิใช่เหตุแห่งมูลคดี (extrinsic fraud or collateral fraud) เป็นการฉ้อฉลที่มิได้เกิดขึ้นในเหตุที่เป็นมูลในการฟ้องคดี ตัวอย่างเช่น การฉ้อฉลเกิดในกระบวนวิธีพิจารณาคดีในศาลต่างประเทศ เช่น ในคดีหย่าการที่คู่กรณีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือทั้งสองฝ่ายได้สมคบกันแถลงข้อความอันเป็นเท็จเกี่ยวกับภูมิลำเนาของตน ว่าอยู่ในเขตอำนาจของศาลต่างประเทศที่ได้ยื่นฟ้องคดี เพื่อให้ศาลต่างประเทศยอมรับดำเนินกระบวนวิธีพิจารณาคดีหย่าให้ หรืออาจเกิดขึ้นในเนื้อหาสาระ (merits) แห่งคดีก็ได้ เช่น การที่คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งนำเสนอพยานหลักฐานซึ่งตนรู้อยู่แล้วว่าเป็นพยานหลักฐานปลอมหรือจะเบิกความเท็จ เพื่อให้ศาลต่างประเทศหลงผิดพิพากษาให้ตนเป็นฝ่ายชนะคดี ดังนี้เป็นต้น ซึ่งโดยทั่วไปเป็นที่ยอมรับกันว่าการฉ้อฉลในลักษณะนี้สามารถยกเป็นข้อต่อสู้เพื่อให้ศาลปฏิเสธการรับรองและบังคับตามคำพิพากษาศาลต่างประเทศได้ เนื่องจากเป็นการฉ้อฉลที่เกิดจากการพิจารณาคดีในศาลต่างประเทศโดยตรง

๓.  การกล่าวอ้างการฉ้อฉลในคำพิพากษาศาลต่างประเทศและผลของ
       คำพิพากษาศาลต่างประเทศที่ได้มาโดยการฉ้อฉล

            ๓.๑    การกล่าวอ้างการฉ้อฉลในคำพิพากษาศาลต่างประเทศ

            สำหรับการกล่าวอ้างการฉ้อฉลในคำพิพากษาศาลต่างประเทศเพื่อให้ศาลแห่งประเทศที่ได้รับคำร้องขอปฏิเสธการยอมรับและบังคับตามให้นั้น เนื่องจากการฉ้อฉลในคำพิพากษาศาลต่างประเทศเกิดขึ้นในประเทศที่ทำคำพิพากษา (original court) ซึ่งศาลแห่งประเทศที่ได้รับคำร้องขอ (enforcing court) ไม่อาจรู้เองได้ ดังนั้นคู่ความฝ่ายที่จะกล่าวอ้างจึงต้องพิสูจน์ให้เป็นที่พอใจแก่ศาลแห่งประเทศที่ได้รับคำร้องขอ

            ตามนัยนี้ปัญหาของการกล่าวอ้างการฉ้อฉลในคำพิพากษาศาลต่างประเทศในฐานะเหตุแห่งการปฏิเสธการยอมรับและบังคับตามคำพิพากษาศาลต่างประเทศก็คือ ความแตกต่างของหลักเกณฑ์ วิธีการ ตลอดจนทางปฏิบัติของศาลแต่ละประเทศในการพิจารณาถึงประเด็นดังกล่าว

            ๓.๑.๑        ประเทศที่ใช้ระบบกฎหมายคอมมอนลอว์

            สำหรับประเทศที่ใช้ระบบกฎหมายคอมมอนลอว์นั้น ในที่นี้จะได้พิจารณาถึงทางปฏิบัติของศาลประเทศอังกฤษและทางปฏิบัติของศาลประเทศแคนนาดา

            โดยศาลของประเทศอังกฤษได้ให้การยอมรับว่า คู่ความสามารถกล่าวอ้างเรื่อง
คำพิพากษาศาลต่างประเทศซึ่งได้มาโดยการฉ้อฉลเพื่อเป็นเหตุในการปฏิเสธการรับรองและบังคับตามคำพิพากษาศาลต่างประเทศได้ ไม่ว่าจะเป็นการยอมรับผลของคำพิพากษาศาลต่างประเทศในระบบคอมมอนลอว์
(common law system) หรือในระบบกฎหมายลายลักษณ์อักษร (statutory system)[๑๗] โดยในคดี Abouloff v. Oppenheimer (1882) ซึ่งนับเป็นคดีแรกที่ได้มีการกล่าวอ้างประเด็นในเรื่องคำพิพากษาของศาลต่างประเทศได้มาโดยการฉ้อฉล ในคดีนี้ศาลของอังกฤษได้วินิจฉัยว่า “แม้ในศาลรัสเซียประเด็นในเรื่องการฉ้อฉลของโจทก์จะได้มีการกล่าวอ้างโดยจำเลย และคู่ความแต่ละฝ่ายได้มีการนำสืบพยานหลักฐานเพื่อสนับสนุนข้อต่อสู้ของตนแล้วก็ตาม แต่อย่างไรก็ดีไม่เป็นการห้ามจำเลยในการยกข้อต่อสู้ในเรื่องการฉ้อฉลและนำสืบพยานหลักฐานที่ได้เคยกล่าวอ้างมาแล้วในคดีเดิมเพื่อสนับสนุนข้อต่อสู้ของจำเลยในคดีนี้”[๑๘] หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งศาลของอังกฤษสามารถพิจารณาข้อต่อสู้ในเรื่องการฉ้อฉลได้แม้ว่าข้อต่อสู้ในเรื่องการฉ้อฉลเช่นว่านั้นจะเคยได้รับการพิจารณาและถูกปฏิเสธจากศาลต่างประเทศแล้วก็ตาม

            ซึ่งหลักการดังกล่าวได้รับการยืนยันอีกครั้งในคดี Vadala v. Lawes (1890) และในคดี Owens Bank Ltd v. Bracco (1992) โดยในคดีหลังนี้เป็นกรณีที่ธนาคารโจทก์ฟ้องจำเลยต่อศาลแห่งประเทศเซนต์วินเซนต์ (St Vincent) เพื่อเรียกเงินจำนวน 9,000,000 สวิสฝรังก์ (Swiss francs) ที่จำเลยยืมไปจากโจทก์คืน จำเลยให้การต่อสู้ต่อศาลประเทศเซนต์วินเซนต์ว่า จำเลยไม่เคยยืมเงินจากโจทก์ ศาลเซนต์วินเซนต์พิพากษาให้โจทก์ชนะคดี โจทก์จึงนำคำพิพากษาของศาลประเทศเซนต์วินเซนต์มาร้องขอให้ศาลอังกฤษจดทะเบียนเพื่อบังคับตามคำพิพากษาศาลต่างประเทศตาม Administration of Justice Act 1920 จำเลยให้การต่อสู้ต่อศาลของอังกฤษว่าคำพิพากษาของศาลเซนต์วินเซนต์ได้มาโดยการฉ้อฉล ในคดีนี้ศาลของอังกฤษได้ให้การยอมรับไว้อย่างชัดแจ้งว่า ในการกล่าวอ้างประเด็นเรื่องการฉ้อฉลในคำพิพากษาศาลต่างประเทศนั้น ไม่จำเป็นต้องปรากฏพยานหลักฐานชุดใหม่ (fresh evidence) ก็สามารถยกข้อต่อสู้ในเรื่องดังกล่าวในฐานะเหตุแห่งการปฏิเสธการรับรองและบังคับตามคำพิพากษาของศาลต่างประเทศได้[๑๙]

            ในขณะที่ประเทศแคนาดาซึ่งเป็นประเทศที่ใช้ระบบกฎหมายคอมมอนลอว์เช่นเดียวกันกับอังกฤษกลับมีทางปฏิบัติที่แตกต่างออกไป กล่าวคือ การที่คู่ความจะยกเหตุแห่งการฉ้อฉลในคำพิพากษาศาลต่างประเทศ เพื่อให้ศาลแคนาดาปฏิเสธการยอมรับและบังคับตามคำพิพากษาของศาลต่างประเทศนั้น คู่ความฝ่ายที่กล่าวอ้างจะต้องนำเสนอพยานหลักฐานใหม่และเป็นข้อเท็จจริงที่ไม่เคยได้รับการพิจารณาจากศาลแห่งประเทศที่ทำคำพิพากษา (original court) มาก่อน[๒๐]

            ๓.๑.๒       ประเทศที่ใช้ระบบกฎหมายซีวิลลอว์

            สำหรับประเทศที่ใช้ระบบกฎหมายซีวิลลอว์นั้น ในที่นี้จะได้พิจารณาถึงทัศนะของศาลของประเทศเยอรมันและประเทศฝรั่งเศสที่มีต่อปัญหาในเรื่องการฉ้อฉลในคำพิพากษาศาลต่างประเทศ

            โดยการกล่าวอ้างการฉ้อฉลในคำพิพากษาศาลต่างประเทศในฐานะเหตุแห่งการปฏิเสธการยอมรับและบังคับตามคำพิพากษาของศาลต่างประเทศในประเทศเยอรมันนั้น แม้ว่าประเทศเยอรมันจะไม่ได้มีการบัญญัติเรื่องการฉ้อฉลในคำพิพากษาศาลต่างประเทศไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ZPO) ในส่วนที่เกี่ยวด้วยการรับรองและบังคับตามคำพิพากษาศาลต่างประเทศโดยตรงก็ตาม[๒๑] แต่ก็เป็นที่ยอมรับกันว่าการฉ้อฉลซึ่งเกิดจากคู่ความฝ่ายที่ชนะคดีนั้นถือเป็นคำพิพากษาที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน อันเป็นเหตุแห่งการปฏิเสธการรับรองและบังคับตามคำพิพากษาศาลต่างประเทศของประเทศเยอรมันประการหนึ่ง[๒๒]

            ส่วนประเทศฝรั่งเศสนั้นจำกัดปัญหาในเรื่องการฉ้อฉลในคำพิพากษาศาลต่างประเทศไว้แต่เฉพาะ “การฉ้อฉลในข้อกฎหมาย” (fraud on the law)[๒๓] ซึ่งการฉ้อฉลในข้อกฎหมายนี้อาจอยู่ในรูปของการแปลงสัญชาติ การย้ายภูมิลำเนา หรือเปลี่ยนถิ่นที่อยู่ของคู่กรณี (การสร้างจุดเกาะเกี่ยวเทียม) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเปลี่ยนแปลงกฎหมายที่จะมีผลใช้บังคับกับข้อพิพาท (applicable law)[๒๔] หรือเพื่อให้ศาลมีอำนาจรับข้อพิพาทไว้พิจารณา เป็นต้น หากศาลฝรั่งเศสพิจารณาแล้วเห็นว่า มีการฉ้อฉลในข้อกฎหมาย ศาลฝรั่งเศสจะไม่ออกหมายบังคับคดีหรือ “equatur” ให้ อันจะทำให้คำพิพากษาของศาลต่างประเทศไม่มีผลบังคับในประเทศฝรั่งเศส

            ๓.๑.๒       ผลของคำพิพากษาศาลต่างประเทศที่ได้มาโดยการฉ้อฉล

            เมื่อมีการกล่าวอ้างการฉ้อฉลในคำพิพากษาศาลต่างประเทศต่อศาลแห่งประเทศที่ได้รับการร้องขอในฐานะเหตุแห่งการปฏิเสธการยอมรับและบังคับตามคำพิพากษาศาลต่างประเทศแล้ว หากศาลแห่งประเทศที่ได้รับคำร้องขอเห็นว่าคำพิพากษาศาลต่างประเทศที่นำมาขอให้รับรอง และ/หรือบังคับตามให้นั้นได้มาด้วยการฉ้อฉล ศาลก็จะปฏิเสธไม่ยอมรับและบังคับตามให้ ซึ่งโดยทั่วไปศาลแห่งประเทศที่ได้รับคำร้องขอจะไม่ก้าวล่วงเข้าไปพิจารณาในเนื้อหาสาระ (merits) แห่งคดี โดยถือว่าคำพิพากษาศาลต่างประเทศย่อมจะต้องได้รับการพิจารณาทั้งในส่วนของข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงอย่างถี่ถ้วนจากศาลแห่งประเทศที่ได้ทำคำพิพากษาแล้ว

            อย่างไรก็ดี หากเป็นศาลของประเทศอังกฤษ แม้โดยปกติศาลของอังกฤษจะไม่ก้าวล่วงเข้าไปพิจารณาในเนื้อหาสาระแห่งคดีที่ได้มีการขอให้ยอมรับและบังคับตามให้ แต่ถ้าเป็นกรณีที่ได้มีการยกเรื่องการฉ้อฉลในคำพิพากษาศาลต่างประเทศขึ้นเป็นข้อต่อสู้แล้ว ศาลของประเทศอังกฤษก็อาจพิจารณาคดีนั้นใหม่ทั้งคดีได้ แม้ว่าการกระทำเช่นว่านั้นจะเป็นการก้าวล่วงเข้าไปพิจารณาในข้อเท็จจริงและประเด็นแห่งคดีที่ได้มีการวินิจฉัยจากศาลแห่งประเทศที่ได้ทำคำพิพากษามาแล้วก็ตาม[๒๕]

บทสรุป

            แม้ว่าการฉ้อฉลในคำพิพากษาศาลต่างประเทศจะได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลายในฐานะเหตุแห่งการปฏิเสธการยอมรับผลของคำพิพากษาศาลต่างประเทศ จากประเทศต่าง ๆ ที่ให้การรับรองและบังคับตามคำพิพากษาของศาลต่างประเทศ ทั้งจากกลุ่มประเทศที่ได้รับอิทธิพลจากระบบกฎหมายซีวิลลอว์และคอมมอนลอว์ แม้ในบางประเทศจะมิได้มีการระบุข้อยกเว้นในเรื่องนี้ไว้อย่างชัดเจน แต่ก็เป็นที่เข้าใจว่า คำพิพากษาศาลต่างประเทศที่ได้มาโดยการฉ้อฉลเป็นรูปแบบหนึ่งของคำพิพากษาศาลต่างประเทศที่มีลักษณะขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน (public policy) ของประเทศที่ได้รับคำร้องขอให้รับรองและบังคับตามคำพิพากษาศาลต่างประเทศ อันเป็นเหตุแห่งการปฏิเสธการยอมรับผลของคำพิพากษาศาลต่างประเทศอีกประการหนึ่ง

            สำหรับการฉ้อฉลในคำพิพากษาศาลต่างประเทศนั้นอาจเกิดขึ้นได้ในหลายลักษณะ
ไม่ว่าจะเป็น การฉ้อฉลที่เกิดขึ้นก่อนหรือหลังศาลมีคำพิพากษา การฉ้อฉลที่เกิดจากผู้ที่เกี่ยวข้องในกระบวนวิธีพิจารณาในศาลต่างประเทศ และ
การฉ้อฉลในเหตุแห่งมูลคดี/การฉ้อฉลที่ไม่ใช่เหตุแห่งมูลคดี โดยหากเป็นการฉ้อฉลที่เกิดจากการกระทำของผู้พิพากษาศาลต่างประเทศ (การฉ้อฉลที่เกิดจากผู้ที่เกี่ยวข้องในกระบวนวิธีพิจารณาคดีในศาลต่างประเทศ) เช่น ผู้พิพากษาลำเอียงเข้าข้างคู่กรณีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ผู้พิพากษากระทำการโดยทุจริตด้วยการรับสินบน หรือผู้พิพากษามีประโยชน์ได้เสียในผลแห่งคดี ดังนี้นอกจากจะทำให้คำพิพากษาศาลต่างประเทศได้มาด้วยการฉ้อฉลซึ่งคู่กรณีอาจกล่าวอ้างเป็นเหตุแห่งการปฏิเสธการยอมรับผลของคำพิพากษาศาลต่างประเทศในฐานะหนึ่งแล้ว คู่กรณีอาจกล่าวอ้างเหตุดังกล่าวในฐานะที่คำพิพากษาศาลต่างประเทศได้มาโดยขัดต่อหลักความยุติธรรม (natural justice) อันเป็นเหตุแห่งการปฏิเสธการรับรองและบังคับตามคำพิพากษาศาลต่างประเทศได้ในอีกฐานะหนึ่ง

            ดังนี้จะเห็นได้ว่า คำว่า “การฉ้อฉล” (fraud) ตามนัยของเรื่องการฉ้อฉลในคำพิพากษาศาลต่างประเทศมีความหมายที่กว้าง โดยมิได้จำกัดขอบเขตอยู่แต่เฉพาะการหลอกลวงหรือปิดบังข้อเท็จจริงในระหว่างคู่กรณีเท่านั้น หากแต่ยังได้ขยายขอบเขตไปถึงการหลอกลวงหรือปิดบังข้อเท็จจริงของคู่กรณีต่อศาลแห่งประเทศที่ทำคำพิพากษา และการกระทำของผู้พิพากษาศาลต่างประเทศที่ได้ทำคำพิพากษาด้วย

            ในขณะที่การกล่าวอ้างคำพิพากษาในฐานะเหตุแห่งการปฏิเสธการรับรองและบังคับตามคำพิพากษาศาลต่างประเทศนั้น แม้หลายประเทศจะได้มีการรับรองไว้ในกฎหมายว่าคำพิพากษาศาลต่างประเทศที่ได้มาโดยการฉ้อฉลจะเป็นเหตุแห่งการปฏิเสธการยอมรับและบังคับตามคำพิพากษาศาลต่างประเทศได้ก็ตาม แต่ความสำคัญของเรื่องนี้มิใช่อยู่ที่การกำหนดไว้ในกฎหมาย หากแต่อยู่ที่ทางปฏิบัติของศาลภายในของแต่ละประเทศที่จะมีส่วนช่วยในการพัฒนาหลักกฎหมายในเรื่องนี้ ด้วยการเป็นผู้วางหลักเกณฑ์ วิธีการ ตลอดจนขอบเขตในการกล่าวอ้างเหตุแห่งการฉ้อฉลในคำพิพากษาศาลต่างประเทศ ซึ่งศาลแต่ละประเทศก็ได้วางหลักเกณฑ์ วิธีการ ตลอดจนขอบเขตในการกล่าวอ้างเหตุดังกล่าวไว้อย่างหลากหลาย แม้ในระหว่างประเทศที่ได้รับอิทธิพลจากระบบกฎหมายคอมมอนลอว์และซีวิลลอว์ด้วยกันเองก็ยังมีทางปฏิบัติที่แตกต่างกัน

            สำหรับประเทศไทย ในปัจจุบันประเทศไทยยังไม่มีกฎเกณฑ์ที่เกี่ยวด้วยการรับรองและบังคับตามคำพิพากษาของศาลต่างประเทศที่เป็นลายลักษณ์อักษร คงมีเพียงแต่คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๕๘๕/๒๔๖๑ ซึ่งได้ตัดสินไว้นานมากแล้วเพียงคำพิพากษาเดียวที่ได้เคยสะท้อนให้เห็นถึงทางปฏิบัติของศาลไทยที่มีต่อประเด็นปัญหาดังกล่าว แต่อย่างไรก็ดีคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับนี้ก็มิได้มีการวินิจฉัยถึงประเด็นเรื่องการฉ้อฉลในคำพิพากษาศาลต่างประเทศไว้ ประกอบกับไม่ปรากฏว่ามีงานเขียนของนักนิติศาสตร์ไทยที่เกี่ยวกับปัญหาการฉ้อฉลในคำพิพากษาศาลต่างประเทศในประเทศไทยเลย จึงอาจกล่าวได้ว่า ในปัจจุบันยังมีความไม่ชัดเจนทั้งในแง่กฎหมายและทางปฏิบัติของศาลไทยต่อปัญหาการกล่าวอ้างการฉ้อฉลในคำพิพากษาศาลต่างประเทศในฐานะเหตุแห่งการปฏิเสธการรับรองและบังคับตามคำพิพากษาศาลต่างประเทศในประเทศไทย อย่างไรก็ดีหากศาลไทยมีโอกาสได้วินิจฉัยปัญหาที่เกี่ยวด้วยการฉ้อฉลในคำพิพากษาศาลต่างประเทศ ศาลควรวางหลักเกณฑ์หรือวินิจฉัยให้ชัดเจน ทั้งนี้เพื่อเป็นการพัฒนาหลักกฎหมายในเรื่องนี้ของประเทศไทยให้มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น

 



                *      น.บ. (เกียรตินิยมอันดับ ๒) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, น.ม. (วิทยานิพนธ์ดีเด่น สาขากฎหมายระหว่างประเทศ พ.ศ. ๒๕๕๓), อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ

            [๑]  Caffrey, Bradford A., International jurisdiction and recognition and enforcement of foreign judgments in the LAWASIA region: a comparative study of the laws of eleven Asian countries inter-se and with the E.E.C. countries, (North Ryde: N.S.W., CCH Australia, 1985), p. 202,. See also, Walter, Gerhard., Baumgartner, Samuel P., Recognition and enforcement of foreign judgments outside the scope of the Brussels and Lugano convention, (Hague : Kluwer Law International, c2000), p. 31.

            [๒] e.g. Convention on the Recognition and Enforcement of Foreign Judgments in Civil and Commercial Matters 1971 Article 5 (2), Convention on Choice of Court Agreements 2005 Article 9 (d).

            [๓] Erwin Spiro, “Foreign Acts of State and the Conflict of laws”, The International and Comparative Quarterly, Vol. 16, No. 1 (Jan., 1967), p. 146.

            [๔] สุพิน ศิลอำนวย, “ปัญหาการบังคับคดีตามคำพิพากษาศาลต่างประเทศโดยศาลไทยต่อการเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาระหว่างประเทศในกฎหมายพาณิชยนาวีของประเทศไทย”, (สารนิพนธ์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ๒๕๔๘), น. ๑๘.

            [๕] กมล สนธิเกษตริน, “ความร่วมมือทางศาลเกี่ยวกับการยอมรับบังคับตามคำพิพากษาต่างประเทศ.” ดุลพาห, เล่ม ๒ ปีที่ ๓๑, (มีนาคม – เมษายน ๒๕๒๗), น. ๓๗.

            [๖]  ผู้สนใจเรื่องการเลี่ยงกฎหมาย (evasion of law) โปรดดู ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช, คำอธิบายกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล, พิมพ์ครั้งที่ ๒. (สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ๒๕๕๓),น. ๑๙๙-๒๐๒, และ หยุด แสงอุทัย, การขัดกันแห่งกฎหมาย (หลักทั่วไปของกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล และคำอธิบายพระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พุทธศักราช ๒๔๘๑ เรียงมาตรา), น. ๖๔-๖๖.

            [๗] H.Z., “Right to Resist a Foreign Judgment for Fraud”, University of Pennsylvania Law Review and American Law Register, Vol. 78, No. 2 (Dec., 1929), pp. 244-245.

            [๘] Dicey and Morris, On the Conflict of Laws, 13th Ed, V. 1, (London: Sweet & Maxwell, 2000), pp. 522-523.

            [๙]  กมล สนธิเกษตริน, อ้างแล้ว เชิงอรรถที่ , น. ๓๗, see also Prevor C. Hartley, International Commercial Litigation, (New York: Cambridge University Press, 2009), p. 358.

            [๑๐]  Martin Wolff, Private International Law, (Oxford: Clarendon Press, 1977), p. 268.

            [๑๑]  Collier, John Greenwood., Conflict of Laws, 3rd Ed, (Cambridge, U.K.: Cambridge University Press, 2001), p. 119.

            [๑๒]   Sited by, Mayss, Abla J., Principles of conflict of laws, 3rd Ed, (London: Cavendish Pub., c1999), p. 60.

            [๑๓]          Collier, John Greenwood., supra note 11, p. 119.

            [๑๔]          ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 163 บัญญัติว่า “ถ้าคู่กรณีต่างได้กระทำการโดยกลฉ้อฉลด้วยกันทั้งสองฝ่าย ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดจะกล่าวอ้างกลฉ้อฉลของอีกฝ่ายหนึ่ง เพื่อบอกล้างการนั้น หรือเรียกค่าสินไหมทดแทนมิได้”

            [๑๕]          Caffrey, Bradford A., supra note 1, p. 206.

            [๑๖]  Philippine Aluminum Wheels, Inc. vs. FASGI Enterprises, Inc. (2000), available at http://sc.judiciary.gov.ph/jurisprudence/2000/oct2000/137378.htm (last visited 1, Feb. 2013).

            [๑๗]  The Administration of Justice Act, 1920 Sec. 9 (2)(b), and The Foreign Judgments (Reciprocal Enforcement) Act, 1933 Sec. 4 (1)(iv).

            [๑๘]          สำหรับระบบการรับรองและบังคับตามคำพิพากษาของศาลต่างประเทศของประเทศอังกฤษนั้น สามารถแบ่งได้ออกเป็น ๓ ระบบใหญ่ๆ กล่าวคือ การรับรองและบังคับตามคำพิพากษาของศาลต่างประเทศภายใต้ระบบคอมมอนลอว์ (Common Law System), การรับรองและบังคับตามคำพิพากษาของศาลต่างประเทศภายใต้ระบบกฎหมายลายลักษณ์อักษร (Statutory System), และการรับรองและบังคับตามคำพิพากษาของศาลต่างประเทศภายใต้อนุสัญญากรุงบรัสเซลและลูกาโน (Brussels and Lugano Convention) และโปรดดู O’Brien, John., Smith, Raymond., Conflict of Laws, 2nd Ed, (London: Cavendish Pub., 1999), p. 278.

            [๑๙]  Mayss, Abla J., supra note 12, p. 60, See also O’Brien, John., Smith, Raymond., supra note 18, p. 280-281.

            [๒๐]  Caffrey, Bradford A., supra note 1, p. 208.

            [๒๑]  สำหรับบ่อเกิดของกฎหมายว่าด้วยการรับรองและบังคับตามคำพิพากษาศาลต่างประเทศของประเทศเยอรมันนั้นมีที่มาจากประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (Zivilprozessordnung (ZPO) มาตรา ๓๒๘, ๗๒๒ และ ๗๒๓

            [๒๒]  Arno P. Mowitz, “The Execution of Foreign Judgments in Germany”, University of Pennsylvania Law Review and American Law Register, Vol. 81, No. 7, (May 1993), 800. 

            [๒๓]  James C. Regan,The Enforcement of Foreign Judgments in France under the Nouveau Code de Procédure Civile”, Boston Collage International and Comparative Law Review, Vol. 4, (1981), pp. 183-184.

            [๒๔]  ibid, p. 184.

            [๒๕]  กมล สนธิเกษตริน, อ้างแล้วเชิงอรรถที่, หน้า ๓๘, และโปรดดู Collier, John Greenwood., supra note 11, p. 119, see also, O’Brien, John., Smith, Raymond., supra note 18, p. 278.

 

ดาวน์โหลดเอกสาร